TH EN
A A A

การศึกษาพบว่าน้ำอัดลมมีส่วนประกอบของสารก่อให้เกิดมะเร็งในสัตว์

8 มีนาคม 2555    4832 ครั้ง

               
ผลการวิจัยล่าสุดพบว่าเครื่องดื่มน้ำอัดลมชั้นนำโคล่ามีสารประกอบที่ก่อให้เกิดมะเร็งในสัตว์เป็นปริมาณสูง จากการศึกษาที่สนับสนุนโดยศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อประโยชน์สาธารณะ (Center for Science in the Public Interest - CSPI) พบสารประกอบ 4-methylimidazole หรือ 4-MI ใน โค๊ก ไดเอดโค๊ก แป็บซี่ และ ไดเอดแป็บซี่ ในปริมาณสูงกว่าที่กำหนดในรัฐแคลิฟอเนียถึง 4.8 เท่า 4-MI เป็นผลพลอยได้จากปฏิกิริยาในการผลิตสีน้ำตาลไหม้ (caramel coloring) ของเครื่องดื่มน้ำอัดลม ซึ่งสารเคมีดังกล่าวจากการศึกษาในสัตว์     เป็นสารก่อให้เกิดมะเร็ง  

               4-MI ถูกห้ามใช้เด็ดขาดในรัฐแคลิฟอเนีย จากสาเหตุการก่อให้เกิดมะเร็งในอัตราส่วน 1:100,000 คน แต่จำนวนที่พบในเครื่องดื่มน้ำอัดลมโคล่า 4 แบรนด์ชั้นนำ เป็นอัตราส่วน 5:100,000 คน ซึ่งหมายถึง         การดื่มน้ำอัดลมวันละครั้ง และอัตราความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเป็น 10:100,000 คน สำหรับผู้ที่ดื่มเฉพาะเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่ผสมสีน้ำตาลไหม้ (caramel coloring) ในส่วนขององค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA)      ได้กำหนดปริมาณการปนเปื้อนในสารปรุงแต่งอาหารที่เข้มงวดมากขึ้นที่ 1:1,000,000 คน  ซึ่งจากการศึกษา จะพบที่อัตราส่วน 48:1,000,000 คน

               บริษัทเครื่องดื่มน้ำอัดลมได้ตอบโต้ผลการศึกษาโดยอ้างอิงหน่วยงานความปลอดภัยอาหารยุโรป (EFSA), กระทรวงสุขภาพแคนาดา (Health Canada) และ FDA สหรัฐอเมริกา ที่รับรองความปลอดภัยการใช้สีผสมน้ำตาลไหม้ (caramel coloring) ในอาหารและเครื่องดื่ม สมาคมเครื่องดื่มสหรัฐอเมริกากล่าวว่า ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงว่า 4-MEI ในอาหารหรือเครื่องดื่มเป็นอันตราต่อสุขภาพมนุษย์ 

               บริษัทโคคา โคล่า โดยนายเบ็น ชิลด์เลอร์ได้ส่งจดหมายอีเล็กโทรนิกถึง Food Safety News ชี้แจงว่า ระดับ 4-MEI ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ของบริษัทไม่เป็นอัตรายต่อสุขภาพ อีกทั้ง นอกจากรัฐแคลิฟอเนีย ไม่มีหน่วยงานสาธารณะสุขอื่นๆ ประกาศว่า 4-MEI เป็นสารก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ นอกจากนั้น โฆษก FDA นายดั๊ก คาราส เห็นว่าผลการศึกษาจะไม่สร้างความกังวลต่อสุขภาพผู้บริโภค โดยกล่าวว่า ผู้บริโภคจะต้องดื่มน้ำอัดลมจำนวน 1,000 กระป๋อง/ วัน ถึงจะได้ระดับความเข้มข้นที่การศึกษาระบุว่าจะทำให้เกิดมะเร็งในหนู 

 
 
 
ที่มา : Food safety News (08/03/55)
 
 
 
 
 
 

บทความนี้มีประโยน์หรือไม่?