TH EN
A A A

จีนบรรเทาความวิตกหลังไข้หวัดนก

5 มกราคม 2555    4791 ครั้ง

                
เจ้าหน้าที่สาธารสุขจีน พยายามควบคุมความวิตกกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของไข้หวัดนก หลังจากมีผู้เสียชีวิตในมณฑลเซินเจิ้น เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2554 ผู้เสียชีวิตคือนาย เฉิน อายุ 39 ปี พนักงานขับรถโดยสาร โดยนายเฉิน เป็นผู้เสียชีวิตรายแรกจากไวรัสไข้หวัดนก ในช่วง 18 เดือน เจ้าหน้าที่ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค กล่าวว่าเชื้อไวรัสไม่สามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้ ตั้งแต่เกิดการระบาดของไข้หวัดนกในปี 2546 ประชาชนกว่า 500 คนทั่วโลกติดเชื้อ และ 60 % เสียชีวิต

                เมื่อเร็วๆนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศเตือนกลุ่มนักวิจัยในประเทศเนเธอร์แลนด์ และ สหรัฐฯ ที่กล่าวว่าสามารถดัดแปลงสายพันธุ์ไวรัสไข้หวัดนกให้สามารถแพร่กระจายสู่มนุษย์ และทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งผลวิจัยดังกล่าวอาจส่งผลเสี่ยงร้ายแรง จนต้องมีการควบคุมอย่างรัดกุม นอกจากนี้ หน่วยงานความมั่นคงแห่งสหรัฐฯได้ขอให้ยกเลิกงานวิจัยชิ้นนี้ เนื่องจากอาจมีการนำข้อมูลที่ได้ตีพิมพ์ไปใช้สำหรับการผลิตอาวุธชีวภาพร้ายแรงเพื่อใช้ในการก่อการร้าย

                การเฝ้าระวังการแพร่ระบาดนั้นเป็นที่สนใจจากประชาชนส่วนใหญ่อย่างแพร่หลายในทวีปเอเชียโดยเฉพาะเกาะฮ่องกง ส่วนจีนมีอัตราความเสี่ยงสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆทั่วโลกเนื่องจากประชากรที่หนาแน่น และการเลี้ยงไก่ในบริเวณที่อยู่อาศัยของมนุษย์ โดยจากรายงานของแหล่งข่าวในพื้นที่ พบว่านายเฉินซึ่งอาศัยอยู่ในมณฑลเซินเจิ้นซึ่งมีพรมแดนติดกับเกาะฮ่องกง เสียชีวิตด้วยอาการอวัยวะภายในล้มเหลว  หลังจากเข้ารักษาอาการป่วยจากการติดเชื้อไวรัสในโรงพยาบาลโดยที่ตัวผู้ป่วยไม่ได้มีการสัมผัสกับสัตว์ที่เป็นพาหะในช่วงหนึ่งเดือนก่อนมีอาการป่วย แต่มีรายงานว่าพบผู้เสียชีวิตมาออกกำลังกายในเขตอนุรักป่าไม้ซึ่งมีนกป่าอพยพจำนวนมาก

                ศูนย์ป้องกันสาธารณสุขฮ่องกง กล่าวว่าไวรัสที่พบนั้น คล้ายคลึงกับเชื้อที่พบในนกป่า จากการตรวจสอบตัวอย่างเชื้อ พบว่าสามารถรักษาได้ด้วยยาต้านไวรัส อะแมนตาดีน

                เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมาทางการฮ่องกงฆ่าไก่ กว่า 17,000 ตัวในตลาดค้าส่งสัตว์ปีกหลังจากพบเชื้อไข้หวัดนก พร้อมระงับการนำเข้าไก่จากจีนเป็นเวลา 21 วัน เพื่อควบคุมการแพร่เชื้อ ในเดือนธันวาคมมีการฆ่าไก้นับพันใน มณฑลเซินเจิ้น หลังจากตรวจพบเชื้อ H5N1 ในไก่ 3 ตัว

 
 
ที่มา : The Irish Times  (05/01/55)
 
 
 
 

บทความนี้มีประโยน์หรือไม่?