TH EN
A A A

อียูประกาศ AD สุดท้ายข้าวโพดหวาน

3 พฤษภาคม 2550    4817 ครั้ง
             อียูหยั่งเชิงไทยเชิงประกาศเรียกเก็บภาษีเอดีข้าวโพดหวานขั้นสุดท้ายแล้ว เฉลี่ยสูงสุดที่ 12.9% คาดมีผลบังคับใช้ 20 มิถุนายนนี้ ทำใจดีบีบไทยให้ยอมรับข้อเสนอส่งออกในราคาและปริมาณที่กำหนดแลกไม่เรียกเก็บภาษี  ผู้ส่งออก 27 บริษัทดิ้นเฮือกสุดท้ายต่อรองขอปรับเงื่อนไข พร้อมจี้พาณิชย์เร่งหารือดับบลิวทีโอช่วยปรามก่อนเส้นตาย
แหล่งข่าวจากกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า จากกรณีที่คณะกรรมาธิการยุโรปเปิดไต่สวนการทุ่มตลาดข้าวโพดหวานจากไทยตั้งแต่เดือนมีนาคม 2549 และประกาศผลการพิจารณาเบื้องต้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2549 ที่จะเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี)ชั่วคราวเป็นเวลา 6 เดือนก่อนประกาศผลการไต่สวนขั้นสุดท้าย   ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 เมษายน ได้ประกาศผลการไต่สวนขั้นสุดท้ายแล้วโดยจะเรียกเก็บภาษีเอดีข้าวโพดหวานจากไทยในอัตรา 3.1-12.9% 
อย่างไรก็ดี คณะกรรมาธิการฯได้เสนอทางเลือกว่าจะไม่เก็บภาษีเอดีหากผู้ส่งออกไทยตกลงที่จะส่งออกในราคาและปริมาณที่คณะกรรมาธิการฯจะกำหนด  โดยไทยต้องแจ้งข้อคิดเห็นเกี่ยวกับผลการไต่สวนขั้นสุดท้ายและข้อเสนอดังกล่าวให้คณะกรรมาธิการฯภายในวันที่ 30 เมษายนศกนี้  เบื้องต้นกำหนดจะดำเนินมาตรการเอดีข้าวโพดหวานของไทยประมาณวันที่ 20 มิถุนายน 2550 
ด้านนายโรจน์ บุรุษรัตนพันธุ์ ประธาน บริษัท ริเวอร์แคว อินเตอร์เนชั่นแนลอุตสาหกรรมอาหาร จำกัด เปิดเผยว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 เมษายน สมาชิกกลุ่มข้าวโพดหวานสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป  27 บริษัทหารือกันได้ข้อสรุป 2 ด้านคือ หนึ่ง จะสรุปท่าทีนำเสนอต่ออียูในเรื่องการกำหนดราคาและปริมาณการส่งออกให้ซับซ้อนน้อยลงและปฏิบัติได้จริง  เนื่องจากในเบื้องต้นการคำนวณของอียูจะใช้ฐานข้อมูลการส่งออกของแต่ละบริษัทในปี 2548 เป็นเกณฑ์ โดยแต่ละบริษัทห้ามส่งออกเกินราคาและปริมาณที่สูงกว่าปี 2548  ถือเป็นการควบคุมตลาดไม่ให้โตและทำให้ผู้ส่งออกยุ่งยากในการปรับฐานข้อมูล  เนื่องจากเวลานี้ราคาวัตถุดิบเปลี่ยนแปลงไป และมีผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะผันผวนไปอยู่ ณ จุดใด ดังนั้นจึงขอให้อียูพิจารณาเงื่อนไขใหม่ที่ไม่ซับซ้อนมากนัก สอง จะเสนอต่อกระทรวงพาณิชย์ให้เร่งไปหารือกับองค์การการค้าโลก (WTO) ก่อนเส้นตายวันที่ 20 มิถุนายน 2550  เพราะการเรียกเก็บภาษีเอดีของอียูเป็นการกีดกันการค้าอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ยังระบุว่า  นอกจากอียูจะใช้ฐานราคาและปริมาณส่งออกปี 2548 มาบีบแล้ว  ยังใช้ฐานกำไรสุทธิที่ 14% ในการคำนวณ  ใครกำไรไม่ถึง 14% ถือว่าทุ่มตลาด  ซึ่งเงินบาทเป็นอย่างนี้กำไร 10% ก็ถือว่ามากแล้วสำหรับธุรกิจเกษตร  ดังนั้นจะขอให้ผ่อนปรนเงื่อนไขให้มีความซับซ้อนน้อยลง  หากข้อเสนอของไทยไม่ได้รับการตอบสนอง  การส่งออกข้าวโพดหวานของไทยคงได้รับผลกระทบอย่างหนักเพราะอียูเป็นตลาดส่งออกสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของการส่งออกประมาณ 40,000 ล้านบาท/ปี  
 

อ้างอิงจาก : ฐานเศรษฐกิจ

บทความนี้มีประโยน์หรือไม่?