TH EN
A A A

ตังเกไทย 409 ลำแห่เข้าอินโด เงื่อนไขร่วมทุนแบ่งปลา 70:30

29 มีนาคม 2550    4802 ครั้ง
            
รัฐบาลอินโดนีเซียเริ่มประกาศใช้กฎหมายประมงฉบับใหม่อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปลายปี 2549 เป็นต้นมา  เนื่องจากต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมประมงต่อเนื่องบนชายฝั่ง เพื่อกระจายรายได้และสร้างงานในท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น  โดยกำหนดว่าเรือประมงต่างชาติสามารถจับปลาในน่านน้ำอินโดนีเซียใน 2 รูปแบบ คือ  1) เป็นกิจการร่วมลงทุน (Joint venture) กับนักธุรกิจท้องถิ่นและใช้ธงชาติอินโดนีเซีย  2) ให้นักธุรกิจอินโดนีเซียเช่าเรือประมงไทยเพื่อทำการประมง

             นายอภิสิทธิ์  เตชะนิธิสวัสดิ์  นายกสมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย  เปิดเผยว่าปัจจุบันบริษัทเอกชนไทยจำนวน 12 ราย  ได้นำเรือประมงไทยจำนวน 409  ลำเข้าไปจับปลาในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive  Economic Zone หรือ EEZ)   น่านน้ำอินโดนีเซีย ทะเลอาราฟูร่าและทะเลจีนใต้  ทั้งนี้กองเรือส่วนใหญ่ 60 %
เข้าไปจับปลาในลักษณะการร่วมทุนกับนักลงทุนท้องถิ่น  โดยรัฐบาลอินโดนีเซียเปิดโอกาสนักลงทุนชาวไทยมีสิทธิถือหุ้นได้สูง 80 %  ส่วนกองเรือประมงไทยที่เหลืออีกร้อยละ 40   เป็นเรือประมงที่ถูกนักธุรกิจอินโดนีเซียเช่าทำประมงเป็นระยะเวลา 2 ปี

             ก่อนหน้านี้รัฐบาลอินโดนีเซียกำหนดว่า  สินค้าสัตว์น้ำที่จับได้ต้องส่งขึ้นที่ท่าเรืออินโดนีเซียประมาณ 70% ที่เหลือ 30% สามารถส่งกลับมาขายในไทยได้  แต่ผู้ร่วมทุนฝ่ายอินโดนีเซียยินยอมจะปรับเปลี่ยนให้สามารถส่งสินค้าสัตว์น้ำกลับมาขายที่ประเทศไทยในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเป็น  70% และนำแปรรูปภายในประเทศอินโดนีเซีย 30%   เนื่องจากราคาสินค้าสัตว์น้ำที่ส่งขึ้นจำหน่ายในประเทศอินโดนีเซียก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกับราคาที่จำหน่ายในประเทศไทยจึงถือว่าไม่ขาดทุน

              การขยายฐานการลงทุนเพื่อจัดตั้งโรงงานแปรรูปสินค้าสัตวน้ำในอินโดนีเซียก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจเพราะสินค้าสัตว์น้ำที่จับได้จากน่านน้ำอินโดนีเซียมีไม่ต่ำกว่า  40-50 ชนิด หากจะตั้งโรงงานแปรรูปสินค้าสัตว์น้ำในเบื้องต้น 5-10 ชนิด   ก่อนจะส่งเข้ามาจำหน่ายที่ไทยในอนาคต  ก็จะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการผลิตให้ต่ำลงได้ทางหนึ่ง

              นายภัคพงศ์  สุคนธมาน เลขาธิการสมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย กล่าวว่า  ทั้งภาครัฐและเอกชนไทยควรหาพื้นที่ทำการประมงที่มีศักยภาพและคุ้มทุนในการทำประมงใหม่ไปพร้อม  ๆ กัน เพื่อกระจายความเสี่ยงในการประมง เช่น  แหล่งทำการประมงในแอฟริกาและตะวันออกกลาง  นอกจากนี้ควรสนับสนุนการทำประมงเบ็ดราวทูน่าและอวนล้อมทูน่าน้ำลึกให้เพิ่มมากขึ้น

อ้างอิงจาก : ประชาชาติธุรกิจ

บทความนี้มีประโยน์หรือไม่?