TH EN
A A A

วงการข้าวโลกเตือนรับมือราคาพุ่ง

18 พฤศจิกายน 2552    4806 ครั้ง
               ผู้เชี่ยวชาญข้าว ชี้แนวโน้มราคาข้าวทะยานขึ้นเพราะปัญหาภัยแล้งในอินเดียและไต้ฝุ่นถล่มฟิลิปปินส์แต่ยังไม่ถึงระดับตลาดปั่นป่วน เชื่อมีโอกาสทุบสถิติปี 2551 กระทรวงเกษตรสหรัฐฯคาดความต้องการข้าวอาจพุ่งสูงสุดในรอบ 50 ปี
              โรเบิรต์ ซิกเลอร์ ผู้อำนวยการใหญ่สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (อีร์รี) ในฟิลิปปินส์ เผยว่า ตลาดโลกอาจจะไม่เจอกับภาวะขาดแคลนข้าว แต่ราคาข้าวอาจสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับบรรดาผู้นำเข้าและส่งออกชั้นนำของโลก ที่เตือนว่าราคาข้าวไม่มีแนวโน้มที่จะปรับตัวลงแต่จะทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะ ภาวะภัยแล้งของอินเดีย และไต้ฝุ่นที่ถล่มฟิลิปปินส์สร้างความเสียหายให้แก่ผลผลิตรอบใหม่
              ฟิลิปปินส์ประเทศผู้ซื้อข้าวรายใหญ่สุดของโลก เดินหน้าโครงการซื้อข้าวสูงถึง 1.2 ล้านตัน ภายในสัปดาห์เดียว ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ว่า จะทำให้กรุงมะนิลาได้ข้อตกลงที่ดีเพราะ ผู้ส่งออกรายใหญ่อย่างไทย ยังมีปริมาณข้าวสำรองอยู่มาก และอินเดียยังไม่เร่งนำเข้าข้าว แม้จะเจอภาวะแห้งแล้งอย่างหนักก็ตาม
 ซิกเลอร์ เน้นว่า ปริมาณการซื้อขายข้าวในตลาดจำเป็นต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10 ล้านตันต่อปี เพื่อช่วยสร้างเสถียรภาพให้ราคา โดยในปัจจุบันปริมาณการซื้อขายข้าวโลกอยู่ที่ 30 ล้านตัน หรือประมาณ 7% ของผลผลิตทั่วโลก
              อย่างไรก็ดี เจเรมี ซวินเกอร์ ประธานบริหารไรซ์ เทรดเดอร์ ในสหรัฐฯชี้ว่า การจัดหาข้าวโลกมีแนวโน้มที่จะตึงตัวกว่าเมื่อปี 2551 เช่นเดียวกับ มามาดู ซิส หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริการแอร์เมสอินเวสต์เมนท์  กล่าวว่า มีแนวโน้มที่ในช่วง 3-5 เดือนข้างหน้า ดัชนีราคาส่งออกข้าวไทยจะปรับตัวขึ้นอย่างน้อย 20% มาอยู่ที่ 650-700 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน และมีความเป็นไปได้ที่ราคาข้าวในตลาดโลกอาจพุ่งไปถึงตันละ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงกลางปี 2553
             ก่อนหน้านี้ นายศรัณยู เจียมสินกุล รองกรรมการผู้จัดการเอเชียโกลเด้นไรซ์ในไทย เคยระบุว่า มีความเป็นไปได้อย่างมากที่จะเกิดวิกฤติข้าวขึ้นในปี 2553 เพราะอินเดียเผชิญภัยแล้ง ส่วนอินโดนีเซียก็อาจได้รับผลกระทบจากปรากฎการณ์แอลนีโญ โดยราคาข้าวอาจพุ่งขึ้นถึง  2 เท่า ไปยืนอยู่ที่ระดับมากว่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน
              กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ประเมินก่อนหน้านี้ว่า ความต้องการของโลกช่วงปี 2553 อาจทะยานเกินปริมาณผลผลิตที่มีอยู่ราว 2.4 ล้านตัน หากผลผลิตข้าวทั่วโลกร่วงลงราว 2.7% มาอยู่ที่ 433.6 ล้านตัน ประกอบกับที่ฟิลิปปินส์เริ่มเปิดประมูลซื้อข้าวเร็วกว่าปกติ 1 เดือนนั้นอาจเพิ่มปริมาณนำเข้าข้าวอีก 30% มาอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.6 ล้านตัน
             ขณะที่อินเดียมีแนวโน้มเก็บเกี่ยวน้อยลง 16% และปริมาณสำรองลดลงมาที่ประมาณ 9.9 ล้านตันภายในเดือนตุลาคม 2553 จากระดับ 17 ล้านตัน เมื่อปีที่แล้ว ส่งผลให้ในปีหน้า อินเดียอาจต้องซื้อข้าวจากต่างประเทศมากถึง 3 ล้านตันและกลายเป็นผู้นำเข้าข้าวครั้งแรกในรอบ 21 ปี
             ซามาเรนดู โมฮันตี นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส กล่าวว่าปริมาณข้าวที่อินเดียและฟิลิปปินส์เปิดรับซื้อนั้น จะเป็นตัวตัดสินว่า ราคาข้าวในตลาดโลกทะยานขึ้นไปมากน้อยเพียงใด
 
 
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

บทความนี้มีประโยน์หรือไม่?