TH EN
A A A

FAO แนะไทยเตรียมพร้อมผลิตอาหารป้อนภูมิภาค

7 October 2553    4805
FAO กังวลพื้นที่ภาคเกษตรโลกเริ่มลดลง หวั่นกระทบความมั่นคงอาหาร แนะไทยเตรียมความพร้อมผลิตสินค้าเกษตร ให้เพียงพอกับความต้องการในประเทศ และกระจายในภูมิภาค นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่า ในการประชุมสมัชชาองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมได้ให้ความสำคัญด้านความมั่นคงอาหารมากขึ้น โดยระบุว่า พื้นที่ทางภาคการเกษตรของโลกเริ่มลดลงทั้งจากการบุกรุกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ภาวะโลกร้อนที่ทำให้ภาคการผลิตเริ่มเปลี่ยนแปลง และทั้งหมดนี้ จะทำให้โลกยังมีการขาดแคลนอาหารอยู่ ทั้งนี้ Mr.Jacques Diouf ผู้อำนวยการใหญ่ FAO ได้รายงานจำนวนประชากรโลกที่หิวโหยในปี 2553 มีจำนวน 925 ล้านคน ลดลงจากปีก่อนที่มีจำนวน 1,020 คน ส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย และแปซิฟิก ซึ่งเป็นแหล่งผลิตอาหารใหญ่ที่สุด 578 ล้านคน ขณะที่ปี 2553/2554 ภูมิภาคนี้ยังต้องนำเข้าธัญพืช เช่น ข้าว และข้าวสาลี ประมาณ 85 ล้านตัน ดังนั้น ในฐานะที่ไทยเป็นผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ในภูมิภาค จึงต้องเตรียมพร้อมด้านความมั่นคงอาหาร เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการในประเทศ และกระจายไปในภูมิภาค โดย FAO ได้วางกรอบยุทธศาสตร์ดำเนินงานช่วง 10 ปี (2553-2562) ภายใต้วิสัยทัศน์ "ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกมีความมั่นคงอาหาร" เพื่อช่วยเหลือสมาชิกให้ลดจำนวนผู้ขาดสารอาหารลงเหลือ 420 ล้านคน ในปี 2558 นอกจากนั้น ยังต้องปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ 5 ข้อ คือ 1. เสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการ 2. ขจัดความหิวโหยและทุพโภชนาการ 3. ส่งเสริมการผลิตการเกษตรและพัฒนาชนบท 4. เพิ่มผลผลิตการเกษตร สนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงตลาดได้ และ 5. สนับสนุนการจัดการและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยการดำเนินงานในปี 2553-2554 ประมาณ 160 ล้านดอลลาร์ นายธีระ ยังกล่าวถึง การประชุมคณะอนุกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของFAO เมื่อเร็วๆ นี้ ได้หารือถึงการรับรองแนวทางปฏิบัติการตรวจสอบรับรองการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เนื่องจากปัญหามาตรฐานของเอกชนมีมากขึ้น และบังคับฟาร์มเลี้ยงกุ้งของไทยต้องปฏิบัติตาม ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนสูงขึ้น ดังนั้น ไทยจึงเสนอให้ร่างแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้มาตรฐานเอกชนต้องปรับกระบวนการรับรองให้สอดคล้อง โปร่งใส และตรงตามหลักการ โดยไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้างกีดกันทางการค้าได้ ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

Is this article useful?